5,364 m. เหนือระดับน้ำทะเล – 3

Day 9 Lobuche to Gorak Shep & EBC and EBC to Gorak Shep + Kala Patthar

และแล้วก็มาถึงวันที่รอคอย ดีใจที่ตื่นมาแล้ว สภาพยังไปต่อได้ แม้ว่าท้ายทอยด้านหลังยังคงปวดอยู่ วันนี้ระยะทางเดินทั้งหมดไกลกว่าทุกวัน รวมแล้วประมาณ 15 กม.เราเริ่มเดินออกจาก Lobuche ไปยัง Gorak Shep ทางเดินช่วงเช้าไม่ค่อยยากมา แต่เป็นหินๆ ดูแห้งแล้ง ตัดกับวิวภูเขาที่มีหิมะปกคลุมรอบตัวเรา ยอด Everest ใกล้ขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ไม่เคยจำได้เลยว่าเป็นยอดไหน ถามทุกครั้งจน Darwa เอือม ก่อนเราจะถึง Gorak Shep เพื่อแวะกินอาหารกลางวัน เราก็ได้เห็นยอดเขาที่ใหญ่โตใกล้กับเรามาก คือยอดเขา Nuptse ทางที่เดินผ่านเริ่มเปลี่ยนไป มีลักษณะคล้ายๆธารน้ำแข็งผสมกับหิน พวกฝรั่งเรียกว่า Moraine เดินมาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึงที่หมาย


เราพักกินข้าวกลางวัน และออกเดินทางต่อ วันนี้อากาศยังคงหนาวเย็น แต่งตัวเต็มยศตลอด ทางที่เดินเริ่มเป็นทางชันไปตามแนวเขา คุณหนูกับ Georges ย้ายจากกลุ่มผู้ตาม ไปอยู่กลุ่มผู้นำอย่างรวดเร็ว เนื่องจาก 2 คนนี้ คิดกันได้แล้วว่าจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเฮลิคอปเตอร์ออกประมาณ 4 โมงเย็น พวกเค้ากลัวตกเครื่องเลยต้องรีบเดิน ส่วนเราสองคนคิดกันตกแล้วว่าจะไม่นั่งเฮลิคอปเตอร์กลับ เพราะรู้สึกว่าถ้าไม่ได้เดินลงมาเอง ก็คงเหมือนทำไม่สำเร็จ เราสองคนค่อยๆเดิน อยู่รั้งท้าย แต่มีคนที่อยู่ท้ายกว่าคือ Aisha กับ ปวกเปียก วันนี้ Aisha ดูแย่มาก กินอาหารไม่ลงมาแล้วหลายมื้อ หน้าตาก็ค่อนข้างซีด แต่ก็ยังเดินต่อไปไม่หยุด ทุกคนเดินไปไม่หยุดกันเลย ประมาณ 2 ชั่วโมง Darwa เริ่มชี้ให้ดูเต๊นท์ที่อยู่ลิบๆบอกว่าตรงนั้นคือ Base Camp แล้ว ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปสักพักพวกเราก็มาถึง EBC ภาพตรงหน้าคือ กองหินกองๆอยู่พร้อมธงมนต์ และมีหินสลักวางอยู่ว่า Everest Base Camp 2017 ในที่สุดก็มาถึง ความรู้สึกของเราไม่ได้เป็นความรู้สึกดีใจ แต่เป็นความรู้สึกแบบ ถึงซะทีวะ ส่วนคนที่มาด้วย บอกว่ารู้สึกโล่งใจ เหมือนได้ทำภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว พวกเราต่อคิวถ่ายรูปกับกองหินไปมาอยู่สักพัก ณ จุดนี้ ทุกคนจะมีการเตรียมของมาถ่ายรูปด้วย เช่น ธงชาติ รูปถ่าย กระป๋องเบียร์ แต่เราสองคน มีแค่กันและกัน หลังจากนั้น คุณหนูกับ Georges ก็รีบเดินกลับ ทุกคนก็ทยอยกลับตาม ขากลับ Aisha อ้วกแตก หน้าซีดมาก ไกด์ ปวกเปียก และเราสองคน ก็อยู่เดินดูตาม ช่วยอะไรไม่ได้ Aisha ช่วยได้แค่ให้ทิชชู่ ลูบหลัง และลูกอม เดินกลับมาตามทางเดิม แต่ครั้งนี้เดินได้เร็วขึ้น เพราะเป็นทางลง กลับมาถึง Gorak Shep ก็เป็นเวลาที่เฮลิคอปเตอร์ของคุณหนูมาถึงพอดี เราเลยไม่ได้มีโอกาสร่ำลาสองคนนั้น Aisha ที่อาการไม่สู้ดีก็ตัดสินใจอยู่พักนึงว่าจะเอายังไงดี เพราะเฮลิคอปเตอร์อยู่ตรงหน้า และถ้าลงตอนนี้ก็จะได้หารค่าใช้จ่ายกับ 2 คนนั้นได้ด้วย สุดท้ายก็ตัดสินใจขึ้นเฮลิคอฟเคอร์ลงมา ตามแรงเชียร์ของหลายคน


นั่งพักได้ไม่เท่าไหร่ Darwa ก็มาชักชวนว่าให้ไปขึ้นยอด Kala Patthar เย็นนี้เลย ทั้งๆที่ตามโปรแกรมจะต้องขึ้นในรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ Darwa บอกว่าถ้าไปตอนเช้า คนจะเยอะ และต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 พวกเราเลยตกลงไป กลุ่มผู้นำไปทุกคน ยกเว้น Edward ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้โดนล้อมาตลอดตามทางขาลง พวกเราแต่งตัวเตรียวตัวขึ้น Kala Patthar สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป คือหัวหน้าเผ่า อยู่ๆแต่งตัวเต็มยศ ใส่เสื้อหนาวสีแดง ทางเดินขึ้น Kala Patthar ชันมาก ทางเดินเป็นก้อนกรวดเล็กๆ เดินยากมาก เดินแล้วก็จะลื่นตลอด เป็นการเดินที่ยากที่สุดตั้งแต่เดินมา เราเดินไปประมาณครึ่งชั่วโมง ก็รู้สึกเหนื่อยมาก กลุ่มผู้นำเริ่มทิ้งห่างไปเรื่อยๆ Darwa ที่เดินปิดท้าย เห็นเราเริ่มเหนื่อย ก็เดินมาบอกว่าไม่ต้องขึ้นแล้วก็ได้นะ เพราะขึ้นไปวิวที่เห็นก็เหมือนกับวิวตรงนี้แหละ แค่อาจจะใกล้ขึ้นอีกนิดนึง เราเลยตัดสินใจไม่เดินต่อ แต่ Darwa บอกว่าให้เราหยุดรอดูพระอาทิตย์ตก เพราะจะเป็นแสงสีส้มส่องมาที่ภูเขาดูสวยมาก ระหว่างรอเราก็อัดวีดีโอเล่นกัน โดยให้ Darwa ชี้บอกชื่อภูเขากับพวกเราอีกที ยอดที่โดดเด่นสุดคือ ยอด Pumori หลังหยุดอยู่นิ่งสักพัก ความหนาวก็คลืบคลานมาจนจะแข็งตาย เพราะลมแรงมาก น้ำมูกเริ่มไหล คนที่มาด้วยกันบอกกับเหมันต์ให้ตัดสินใจว่าจะเอายังไง จะขึ้นก็ขึ้น จะลงก็ลง แต่ห้ามหยุดอยู่แบบนี้ เหมันต์ยังไม่ตอบอะไร แต่ก็ดูเหมือนอยากยืนรอต่อ คนที่มาด้วยกันดูโกรธ อยู่ๆก็เดินขึ้นเขา หายตัวไปเลยพักใหญ่ ตะโกนเรียกก็ไม่ตอบ ตอนนั้นรู้สึกงงเลย จะเดินตามก็ไม่ไหว เพราะเหนื่อย จะลงก็ลงไม่ได้เพราะต้องรอ สุดท้ายอยู่ๆก็กลับมาเอง พอตอนเดินกลับมา เหมันต์กับเราก็หนาวจนไม่ไหวแล้ว เลยตัดสินใจเดินลง ตอนเดินลงนี่ลำบากกว่าตอนขึ้นอีก เพราะหินเล็กๆลื่นมาก แต่สุดท้ายก็ลงมาได้อย่างปลอดภัยถึงด้านล่างประมาณ 6 โมงครึ่ง สุดท้ายรู้สึกตัดสินใจถูกมากที่ไม่ได้ขึ้นไปถึงยอด พวกกลุ่มผู้นำกลับกันลงมาตอน 3 ทุ่ม สภาพยับเยินมาก ทั้งดูหนาวและเหนื่อยสุดๆ ทุกคนใส่อุปกรณ์ป้องกันความหนาวแบบเต็มที่ แบบที่ไม่เคยใส่มาก่อน เพราะปกติพวกนี้เค้าจะไม่ค่อยหนาวกัน มีแต่หัวหน้าเผ่าที่ยังดูเป็นคนปกติอยู่เหมือนเดิม Marcus เอารูปที่ถ่ายจากด้านบนมาให้ดู ที่ดูแล้วก็ไม่ได้ต่างกับรูปของเราเท่าไหร่ แค่มีสีส้มของแสงพระอาทิตย์ตกเพิ่มขึ้นมา คืนนี้ที่พักหนาแน่นมาก เพราะ ณ จุดนี้ถือว่าอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลพอสมควร ที่พักเลยน้อยตามลงไปด้วย เป็นคืนที่ค่อนข้างลำบาก จะไปนั่งพักอยู่ในห้องก็ไม่ได้ เพราะอากาศหนาว เหมือนอยู่ในห้องเย็น จะลงมานั่งที่ห้องอาหาร ก็เต็มไปด้วยผู้คน แถมมีควันจากเครื่องทำความร้อน ทำให้หายใจไม่ค่อยสะดวก Darwa แนะนำให้พวกเรากลับห้อง เราก็เลยกลับห้อง คืนนี้ซื้อน้ำต้มมาใส่ถุงน้ำร้อนนอนกอด ก็พอจะช่วยให้หายหนาวได้บ้าง นอกจากนี้ ด้วยความที่อากาศเย็น น้ำในห้องน้ำเลยไม่ไหล ส่วนชักโครกฉี่กลายเป็นน้ำแข็ง แถมมีอึลอยผสมอยู่ เป็นภาพที่ไม่น่าดูเลย เราไปเข้าห้องน้ำแค่ครั้งเดียว แล้วก็ไม่เข้าอีกเลย ส่วนคนที่มาด้วย ก็ฉี่ใส่ในขวดแทน คืนนี้นอนหลับไปพร้อมกับความหนาวเหน็บ


Day 10 Gorak Shep to Pangboche

เช้านี้เป็นเช้าที่เรียกได้ว่าสภาพทุกคนย่ำแย่มาก เนื่องจากระดับที่อยู่สูง อาหารเช้าแทบจะไม่มีใครกินลง ผะอืดผะอม แต่ก็ต้องพยายามกินเข้าไป ไอ้โย่งที่ทุกวันเจริญอาหารกว่าเพื่อน ก็ยังกินไม่หมด วันนี้ ระยะเดินค่อนข้างไกล โดยเราเดินจาก Gorak Shep ที่ระดับความสูง 5,180 เมตร ลดระดับมาอย่างรวดเร็วที่ Pangboche 3,985 เมตร  ระหว่างทางเดินลงมาโชคดี นึกขึ้นได้ว่าลืมเอา Power Bank ที่วางชาร์จไว้ที่ Oxygen Altitude เลยได้แวะกลับมาเอา พร้อมกับนั่งพักกินน้ำนิดหน่อย หลังจากนั้น เราเดินต่อ มาแวะกินข้าวกลางวันที่ Thukla เดินต่อจนเข้าโรงแรม รวมเวลาประมาณอยู่ข้างนอกวันนี้ประมาณ 7 ชั่วโมง วันนี้โรงแรมที่ได้มีห้องน้ำในตัว น้ำไหลแรงด้วย เราอาบน้ำที่นี่ หลังจากที่ไม่ได้อาบมาหลายวัน มื้อเย็นเราเอามาม่าที่แบกมาตลอด 10 วัน ออกมาให้ที่โรงแรมต้มกิน ถือเป็นการฉลองเล็กๆ ของเราสองคน คืนนี้เข้านอนอย่างมีความสุข รู้สึกเหมือนว่า อาการปวดหัวจะเริ่มดีขึ้นแล้ว

Day 11 Pangboche to Namche Bazaar

วันนี้เดินลงอย่างต่อเนื่อง ความเหนื่อยไม่ค่อยมี เดินกลับมาผ่านวัดที่ Tengboche ระหว่างทางแวะกินข้าวกลางวัน เป็นผัดก๋วยเตี๋ยวที่อร่อยที่สุดในทั้งทริป วิวทางเดิน ยังคงเห็นภูเขาสวยงามตลอดทางลงมา เรามาถึง Namche ในช่วงบ่าย แวะกินกาแฟและขนมที่ Himalayan Java เจอผู้ชายมาเลเซีย 2 คน เล่าให้ฟังว่าตลอดทางเดินขึ้นมาทุกวันเจอแต่เมฆฟ้าปิด เค้าดูรูปของเราแล้วตื่นเต้นกันใหญ่ บอกว่าเราโชคดีที่ฟ้าเปิดทุกวัน เราเดินเล่นช้อปปิ้งซื้อ Batch ติดกระเป๋า กับแผนที่ผ้า หลังจากนั้นกลับไปกินข้าวเย็นที่โรงแรม หลังกินข้าวเสร็จ พวกเราทั้งกรุ๊ปไปเล่น Pool ต่อที่ผับแห่งหนึ่ง ที่นี่ตกแต่งโดยมีเสื้อยืดที่มีลายเซ็นของนักเดินทางที่ผ่านมาติดทั่วทั้งร้าน เราเล่นไปเกมส์สองเกมส์ แล้วก็ยืนดูพวกฝรั่งเล่นสักพักก็ขอตัวกลับโรงแรมก่อน เข้าห้องนอนหลับสบายเหมือนดิม

Day 12 Namche Bazaar to Lukla

วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะเทรคกิ้งแล้ว เดินย้อนกลับมาทางเดิม เมื่อเดินข้ามผ่าน Hilary Suspension Bridge ก็เหมือนเป็นการหลุดออกจากอ้อมกอดแห่งขุนเขาหิมาลัยแล้ว คนที่มาด้วยกันเท้าเจ็บ จากอาการเท้าพอง อาการเจ็บเริ่มออกฤทธิ์ บอกว่าเจ็บทุกก้าวที่เดิน แต่ก็ทนเดินมาเรื่อยๆ จนถึง Phakding ที่พักกินข้าวกลางวันกัน ถอดรองเท้าออกมาดู เท้าพองมาก พอเริ่มเดินต่อ ก็ยังเจ็บต่อไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่าอยากจบการเดินให้ไวที่สุด เลยติดสปีด เดินเร็ว หายตัวไปเลย เราก็เดินตามไม่ทัน ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง โดยไม่มีการบอกกล่าว ใจนึงก็คิดเป็นห่วง รู้สึกเป็นกังวล ไม่รู้ว่าหลงทาง หรือไปบาดเจ็บที่ไหนรึป่าว ไกด์ก็งง มาถามว่าหายไปไหน เราก็ไม่รู้ บอกว่าตกเขาไปแล้วมั้ง เดินๆไปเรื่อยๆ จนตามกลุ่มผู้นำทัน ก็ยังไม่เห็นคนที่มาด้วย แต่กลุ่มผู้นำบอกว่า แซงหน้าผ่านไปแล้ว เดินไปจนถึง Lukla ถึงมาเจอว่านั่งรออยู่ กลายเป็นว่าเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 จากที่เดินรั้งท้ายมาตลอด เราค่อยๆเดินต่อจนเข้าที่พักที่ Lukla ที่นี่โรงแรมดีเลย มีห้องอาบน้ำในตัว น้ำอุ่นกำลังดี ไหลแรง ห้องก็สะอาดสะอ้าน ตกกลางคืนเป็นการเลี้ยงขอบคุณลูกหาบ คือในคืนนี้เราจะหารกันจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มเลี้ยงลูกหาบ คืนนี้เป็นคืนที่ต้องจ่ายทิปด้วย เพราะพวกไกด์และลูกหาบจะไม่ได้ตามไปส่งเราที่กาฐมาณฑุ เราทิปไกด์และลูกหาบประจำตัวเรา (ลูกหาบ 1 คน รับผิดชอบกระเป๋า 2 ใบ) ไปทั้งหมดรวม 10,000 บาท ไม่คิดเสียดายเลย เพราะรู้สึกขอบคุณ Darwa มากที่ดูแลเราดีมาตลอดทาง ประกอบกับเห็นความลำบากของลูกหาบที่คอยช่วยแบกของให้เรา บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พวกเราถ่ายรูปหมู่ก่อนแยกย้ายกันไปนอน

Day 13 Lukla to Kathmandu

เช้าวันนี้ ตื่นมาพร้อมกับต้องรอลุ้นว่าจะได้กลับบ้านรึป่าว หลังจากผ่านประสบการณ์ความวุ่นวายของการบินที่นี่มาแล้วครั้งนึง พวกเราถึงสนามบินกันตั้งแต่เช้า แต่ก็ไม่ได้เช้ากว่าคนอื่น พอไปถึง มีคนอยู่ที่สนามบินเต็มหมดแล้ว ทุกคนดูพร้อมจะแซงคิวกันและกันเพราะต่างคนต่างกลัวจะไม่ได้ขึ้นเครื่อง Darwa ใช้ความสามารถจัดการไม่ให้คนมาแซงเรา ทำให้เราโหลดกระเป๋าได้เรียบร้อย เราบอกลา Darwa และเขียนแบงค์ไทยให้ Darwa ไปเป็นที่ระลึก รู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่ต้องบอกลา หลังจากนั้น ความตื่นเต้นยังไม่หมด แถว Security แยกเป็นผู้หญิงกับผู้ชาย แถวผู้ชายจะยาวกว่า ทำให้เราหลุดเข้าไปได้ก่อน พอเข้าไปก็ต้องรอลุ้นว่าคนที่มาด้วยจะผ่านด่านตามมาได้ทันขึ้นเครื่องรึเปล่า เพราะระหว่างที่รอจะมีเจ้าหน้ามาตรงที่ต่อแถวด้านหน้าแล้วตะโกน โวยวายตลอด ว่า มีใครเลขไฟลท์นี้มั๊ย ถ้ามีให้แซงมาเลย เพราะเครื่องกำลังจะออกแล้ว กลัวตกเครื่องมากเพราะตอนเจ้าหน้าที่พูดเลขไฟลท์ เราฟังไม่ค่อยจะออก แต่ก็โชคดีที่โผล่มาได้ทัน เราสองคนได้ขึ้นเครื่องตรงตามเวลา มองกลับหลังมาเห็น Darwa กำลังรับลูกทัวร์กลุ่มถัดไปทันที  เครื่องบินบินออกจากรันเวย์อันแสนสั้น หลุดจากรันเวย์ไปก็เป็นหุบเขาแล้วน่าหวาดเสียวสุดๆ สุดปลายรันเวย์เครื่องบินพุ่งขึ้นฟ้า มุ่งหน้าตรงสู่กาฐมาณฑุ ถือเป็นการโบกมือลาความทรงจำในเทือกเขาหิมาลัย

NooChan Written by:

Journey diary for a forgetful person, like myself!!

Comments are closed.