ทริปนี้ถือเป็นทริปที่มีการเตรียมตัวอย่างยาวนาน พอหลังกลับจาก ทริป Kinabalu ก็รู้สึกติดใจ อยากไปเทรคกิ้งอีก เลยมาคิดกันว่าจะไปไหนดี เลยมาจบที่ Everest Base Camp แค่เพียงเพราะเราสองคนเห็นว่ามันมีคำว่า Everest แล้วมันดูยิ่งใหญ่ดี ประกอบกับช่วงนั้นได้ดูหนังเรื่อง Everest จึงเกิดความฮีกเหิม อยากไปเลียนแบบในหนังบ้าง (หนังเค้าไปยอด แต่เราไปแค่เบสนะ)
การหาข้อมูลเริ่มขึ้นประมาณช่วงเดือนตุลาคม 2016 ครั้งนี้ไป Search หาชื่อ Tour Operator จาก Trip Advisor มีหลายเจ้ามาก แต่ละเจ้าก็ได้รีวิวดีๆหมดเลย ก็เลยเลือกมา 3-4 เจ้า โดยดูจากความสวยงามของเว็บไซต์เป็นหลัก จากนั้นเขียนไปถามรายละเอียด ราคาและอื่นๆ สุดท้ายมาลงเอยกับ Himalayan Wonders เพราะเป็นเจ้าที่ตอบมาเร็วที่สุด คือพอดีว่าในช่วงนั้นที่เขียนถามไป เป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมที่มีเทศกาล Tihar ซึ่งเป็นวันหยุดของคนเนปาล เลยไม่มีคนเนปาลคนไหนตอบเมลเรากลับมา มีแต่ David เจ้าของ Himalyan Wonder ที่เป็นคนอเมริกาตอบเมลเรามาแบบรวดเร็ว และให้ข้อมูลครบถ้วน เจ้าอื่นๆตอนหลังที่ตอบกลับมาก็ไม่มีใครละเอียดเท่า ในแง่ของราคา แต่ละเจ้าก็ต่างกันบ้าง มีตั้งแต่ประมาณ USD900 – USD1,400 จริงๆตอนแรกอยากไปของ Adventure Consultants เพราะเป็นทัวร์เดียวกับที่อยู่ในหนัง แต่พอเป็นเห็นราคาแล้วก็ช็อค แพงกว่ากันเกินเท่าตัว เลยบ้ายบายไป
เราคุยกับ David มาเรื่อยๆ โดยยังไม่ตกลงว่าจะไป เพราะว่าติดปัญหาเรื่องวันลาหยุด ระหว่างนั้นด้วยความที่อยากไปมาก และตั้งใจว่าจะไปให้ได้ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เราก็เลยเริ่มเตรียมตัวเอาไว้ก่อนล่วงหน้าด้วยการเริ่มช้อปปิ้ง เราทยอยซื้อของมาเรื่อยๆ ส่วนใหญ่สั่งซื้อจากเว็บที่อเมริกา ด้วยความที่มีลดราคาต่างๆมากมาย ทำให้ของที่เราซื้อราคาถูกกว่าในไทยหลายเท่าตัว โดยเราจะเน้นซื้อของที่ถูก กับฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์เรื่องความเบากับความอบอุ่น แต่เรื่องความสวยงาม นี่ ไม่ได้ดั่งใจเลย โดยเรามีทั้งไปเอาของกลับมาเอง และฝากคนเอากลับมาหลายรอบ (ต้องขอขอบคุณทุกคน ที่ให้การสนับสนุนในการแบกของของเราสองคนกลับมา) โดยครั้งนี้เราซื้อของใหม่เพียบตั้งแต่ Headlamp ยันถุงเท้า หมดเงินรวมสองคนไปกว่าหกหลัก
ในที่สุด ความฝันก็เริ่มเป็นจริง หลังจากซื้อของรอมานาน ใครจะไปคิดว่าทริปที่ต้องหยุด 10 กว่าวันจะเกิดขึ้นได้ คนนึงเป็นพนักงานออฟฟิศ คนนึงทำธุรกิจของตัวเองที่ไม่มีวันหยุด สุดท้ายด้วยความพยายาม คนที่ทำของตัวเอง ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนริเริ่มอยากไป รีบทำของเตรียมส่งไว้ก่อนล่วงหน้า ทำล่วงเวลาตลอด 2 เดือนไม่ได้หยุด จนงานเสร็จ พร้อมหยุดงาน พอได้คำตกลงว่าไปได้ พนักงานประจำอย่างเราก็ดีใจแทบแย่ แต่อุปสรรคก็ยังมี เพราะงานประจำที่ทำ ไม่ได้จะขอลาหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ต้องรอดูโปรเจ็คว่าจะจบช่วงไหน สุดท้ายกว่าจะรู้ก็คือตอนต้นเดือนมีนาคม ที่เราเริ่มจ่ายเงินจองทุกอย่างเพื่อที่จะเดินทางในช่วงเดือนเมษายน ด้วยความกระชั้นชิดทำให้เราสองคนต้องจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบินด้วยราคาแสนแพง คือ ไปกลับคนละ 25,390 บาท (ทั้งๆที่ถ้าจองก่อนล่วงหน้า จะตกอยู่คนละประมาณหมื่นต้นๆเอง) และในส่วนของทัวร์ เราก็ตกลงจองทัวร์กับ David ในราคาคนละ USD1,199 โดย David ให้วางเงินมัดจำคนละ USD325 และส่วนที่เหลือให้ไปจ่ายที่นู้น นอกจากนี้ มีค่าซื้อประกันอุบัติเหตุจาก Worldnomads.com ซึ่งรวม Helicopter rescue ตามที่ David แนะนำ ในราคาคนละ USD60.85
ก่อนไป 2 อาทิตย์เราก็เริ่มจัดของตาม Packing List ที่ David แนะนำ และบวกของต่างๆเพิ่มเติมตามที่อ่านมาจาก Pantip และ Blog อื่นๆ อีกเพียบ รวมไปถึงตามคำแนะนำของเพื่อนของเราที่ไปก่อนหน้า ผู้ซึ่งอภินันทนาการกระเป๋า Duffle Bag มาให้ยืมในทริปนี้อีก ต้องขอขอบคุณจริงๆ นอกจากนี้ ยังต้องขอขอบคุณเพจ ลุงหมอ Trekker ที่ให้คำแนะนำเรื่องการจัดยา และให้คำปรึกษาเรื่องอาการ AMS ในระหว่างที่อยู่บนเขาด้วย
เราสองคนตัดสินใจทำวีซ่าที่สถานทูตเนปาลก่อนไป โดยมีค่าทำวีซ่าคนละ 900 บาท ซึ่งการทำวีซ่านั้นแสนง่ายได้ สามารถให้ Messenger ไปยื่นและรับเอกสารได้โดยตัวเราไม่ต้องไป และใช้เวลาเพียงแค่ 1 วันก็เรียบร้อย ทั้งนี้ ก่อนไปเราไปแลกเงิน USD ติดตัวกันไปคนละ USD2,000 เพราะในไทยยังไม่มีให้แลกเงินเป็น Nepalese Rupee โดย USD2,000 นี้ เราเตรียมไปสำหรับจ่ายเงินค่าทัวร์ ทิปสำหรับไกด์และลูกหาบ และค่าใช้จ่ายประจำวันบนเขา โดยค่าใช้จ่ายบนเขาที่ต้องมีแน่ๆสำหรับเราทุกวันคือ
– ค่าน้ำเปล่า โดยเราซื้อน้ำขวดทุกวัน คนละ 3 ขวด ราคาตามความสูง เริ่มตั้งแต่ 30 บาท ไปจนถึง 120 บาท
– ค่าชาร์จแบต มี 2 แบบ เป็นชั่วโมงชั่วโมงละ 70 บาท กับแบบ Unlimited ครั้งละ 170 บาท
– ค่า Wifi โดยแต่ละที่พักจะมีขาย Wifi Card ของ Everest Link 200MB ประมาณ 170 บาท
– ค่าอาบน้ำอุ่น ตกครั้งละประมาณ 170 บาท ซึ่งอันนี้เราไม่ได้อาบทุกวัน
Day 1 Bangkok to Kathmandu
ในที่สุด วันที่รอคอยก็มาถึง วันเริ่มเดินทางของเรา เช้าวันที่ 1 เมษายน เราเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ โดยครั้งนี้กินอาหารเช้าเติมพลังกันที่เลานจ์ของการบินไทย และรอขึ้นเที่ยวบิน TG319 ซึ่งเป็นเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯถึงกาฐมาณฑุ
ใช้เวลาเพียงแค่ 3 ชั่วโมงครึ่ง เราก็เดินทางถึงสนามบินตริภูวัน ซึ่งตอนนั้นตรงกับเวลาประมาณเที่ยงครึ่งของที่นั่น บรรยากาศของสนามบินมีความวุ่นวายเล็กๆ เนื่องจากเป็นสนามบินไม่ใหญ่ ประมาณสนามบินต่างจังหวัดบ้านเรา แต่มีคนเยอะ การทำงานของต.ม.นั้นรวดเร็วใช้เวลาไม่นาน แต่มารอนานหน่อยตรงที่รอกระเป๋า
เมื่อเดินออกจากสนามบิน นี่ตกใจมาก คนมายื่นรอรับลูกทัวร์ตัวเองนี่น่าจะเป็นร้อยคนได้ ถือป้ายกันเต็มไปหมด ตอนนี้ต้องใช้ความสายตาดี ประหนึ่งเล่นเกมส์จับผิด หาชื่อทัวร์ของตัวเองให้เจอ มองหาอยู่ไม่นานเราก็เจอเจ้าหน้าที่ทัวร์ของ Himalayan Wonders ซึ่งพาเราเดินไปขึ้นรถตู้เล็กที่เตรียมไว้พาพวกเราไปส่งที่โรงแรมย่าน Thamel ระหว่างทางไปโรงแรมค่อนข้างตื่นตาตื่นใจกับ 2 ข้างทาง ตอนก่อนมาไม่ได้มีภาพของเนปาลไว้ในหัวเลย คือตอนหาข้อมูล ดูแต่เรื่องบนเขา ไม่มีข้อมูลเรื่องตัวเมืองมาเลย ถนนหนทางในกาฐมาณฑุนี่ค่อนข้างวุ่นวาย ถนนเต็มไปด้วยรถ และผู้คนเดินไปมาสองข้างทาง ถนนที่ผ่านนี่ ไม่เห็นเส้นแบ่งถนนเลย รถขับกันไปมาตามใจชอบ พร้อมส่งเสียงบีบแตรค่อนข้างหนวกหู
ถนนหนทางที่นี่ค่อนข้างขรุขระ เราสองคนนั่งโยกไปโยกมาอยู่ในรถสักพักนึงก็ถึงโรงแรมของเราชื่อ Pilgrim Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ค่อนข้างเก่า ความสะอาดระดับกลางๆ พออยู่ได้ เราสองคนเก็บกระเป๋าเสร็จ ก็ลงมาจ่ายเงินค่าทัวร์ และแลกเงินเนปาลกับทางทัวร์ ซึ่งเมื่อลองเทียบดูแล้วก็ถือว่าได้เรทดีกว่าแลกกับร้านด้านนอก เมื่อจัดการเรื่องเรียบร้อย ทางทัวร์นัดให้เรามาฟัง Brief เรื่องของวันรุ่งขึ้นประมาณ 1 ทุ่ม ทำให้เราเหลือเวลาที่จะเดินสำรวจรอบๆโรงแรม
ย่าน Thamel นี่ให้อารมณ์เหมือนข้าวสารบ้านเรา คือดูเป็นที่ของนักท่องเที่ยว มีโรงแรม ร้านอาหาร และร้านขายของเต็มไปหมด ร้านขายของส่วนใหญ่ จะขายพวกเสื้อผ้า อุปกรณ์เดินเขา ซึ่งมียี่ห้อหลากหลายมาก และราคาถูก ทั้งนี้ จะเป็นของจริงรึป่าว ก็ต้องลองตัดสินกันเอาเอง นอกจากนี้ ก็มีพวกร้านขายของที่ระลึกที่คล้ายๆกันเต็มไปหมด ขายพวกผ้าท้องถิ่น รูปวาด Mandala โปสการ์ด เครื่องประดับ ร้านที่เราประทับใจกันมาก เห็นจะเป็นร้านมินิมาร์ทชื่อ Shop Right Supermarket เป็นร้านที่มีขายทั้งของกินของใช้ มีหลากหลายยี่ห้อ ครบครันมากๆ กับ Pilgrims Book House ร้านนี้มีขายหนังสือภาษาอังกฤษน่าสนใจหลายเล่ม บวกกับมีขายพวกของฝากน่ารักๆหลายแบบ
ระหว่างที่เราเดินสำรวจเราก็มีโอกาสได้ชิมอาหารข้างทางเล็กๆน้อยๆ ก่อนไปกินอาหารเย็น อันแรก คือ Chicken Wrap อันนี้เป็นอาหาร Middle East และอีกอันนึง คือ Momo อาหารท้องถิ่นของเนปาล อันนี้คือเป็นเหมือนเกี๊ยวบ้านเรา แต่ด้านในเป็นเนื้อควาย ระหว่างอยู่ในเนปาล เรามีโอกาสได้กิน Momo อีกหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนรสชาติเด็ดเท่าร้านนี้แล้ว ความเด็ดอยู่ที่ตัวน้ำจิ้ม แต่ตัวเนื้อควายนี่มันก็จะมีความเหนียวกว่าเนื้อวัวธรรมดาอยู่บ้าง
ในส่วนของอาหารเย็นวันนี้เราเลือกกินอาหารเนปาลที่ร้านชื่อ Thamel House ร้านนี้บรรยากาศดี บริการดี คนที่มากินเห็นแต่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ร้านนี้มีเมนูแบบเป็นคอร์สด้วยตกอยู่ประมาณคอร์สละ 350 บาท โดยจะมีเป็น Appetizer มาให้ 3 อย่างคือ มันทอด Momo ซุปถั่ว ในส่วนของจานหลักจะเป็นข้าวกับกับหลายๆอย่าง มีเป็น Dal อันนี้ดำๆทำจากถั่ว และก็มีเนื้อหลายอย่าง มีแกะ ไก่ หมูป่า และจานผักอีกสองอย่าง ตบท้ายด้วยของหวานเป็นโยเกิร์ต โดยกับข้าวนี่ทุกอย่างเติมได้ตลอดไม่อั้น และเราก็สั่งข้าวคล้ายๆข้าวผัดไก่มาเพิ่มอีกจาน อาหารรสชาติอร่อยถูกปากเราสองคนเลย ตอนท้ายหลังกินทุกอย่างเสร็จ ทางร้านจะเสริฟ์ Raksi เป็นเหล้าท้องถิ่นของคนเนปาลให้อีกด้วย
หลังจากอิ่มหนำสำราญ เราสองคนเดินกลับไปที่โรงแรมเพื่อไปฟัง Brief จากทัวร์ พร้อมกับทำความรู้จักผู้ร่วมทริป โดยเริ่มแรกในกลุ่มของเรามีทั้งหมด 8 คน คนอเมริกัน 2 คน คนอังกฤษ 3 คน และคนอินเดียอีก 1 คน แต่หลังจากวันนี้ เหลือคนที่ไปกับเราแค่ 2 คน คือคนอินเดียชื่อเหมันต์กับคนอังกฤษชื่่อ Nicola เพราะในวันรุ่งขึ้นก็เกิดเหตุทำให้คนที่เหลือไม่ได้มาร่วมเดินทางกับเราต่อ
ข่าวร้ายจากการฟัง Brief ในครั้งนี้ คือกระเป๋าของเราโดนจำกัดน้ำหนักให้เหลือคนละ 20 โล โดยทางทัวร์แจกกระเป๋า Duffle bag ให้คนละใบ พร้อมบอกว่าให้จัดของใส่กระเป๋าใบนี้ เพราะว่าจะสะดวกกับลูกหาบในการแบก กระเป๋าที่พวกเราเตรียมมาเป็น Duffle bag ใบใหญ่ใส่ของ 2 คนรวมกัน น้ำหนักประมาณเกือบ 50 โล ซึ่งเท่ากับว่าเรามีน้ำหนักเกินมาประมาณเกือบคนละ 5 โล เราจึงต้องมาเริ่มดูกันใหม่ว่าของอะไรที่เราไม่ต้องเอาไป ของที่เอาออกส่วนมากก็คือ ขนม พวกเราเตรียมขนมกันมาเยอะมาก สุดท้ายต้องตัดใจไม่เอาไปบางส่วนเพื่อให้มีพื้นที่พอ (เสียใจมาก โดยเฉพาะชีสบอลที่กินพื้นที่มาก) นอกจากนี้ เรายังต้องเช่าถุงนอนจากทางทัวร์เพิ่มด้วย ซึ่งถุงนอนนี่ก็กินพื้นที่ไปกว่า 1 ใน 3 ของกระเป๋าแล้ว จัดกระเป๋าอยู่พักใหญ่ ก็มานึกได้ว่าเราลืมเอาคอนแทคเลนส์มา กว่าจะนึกได้ก็ประมาณเกือบ 3 ทุ่ม เราสองคนพยายามออกไปตามหาร้านขายแว่น สุดท้ายก็มารู้ว่าร้านขายแว่นปิดหมดแล้ว (ทั้งนี้ มารู้ตอนหลังว่าถึงหาเจอก็ไม่ช่วยอะไร เพราะร้านที่นี่เค้าจะไม่มีคอนแทคเลนส์เก็บไว้เหมือนกับที่ไทย ถ้าจะเอาคือต้องสั่ง อย่างเร็วสุดเค้าก็จะไปรับของมาให้ได้ประมาณครึ่งวัน) หลังจากหมดหวัง ก็ต้องมานั่งทำใจว่า ต้องใส่แว่นตาตลอดการเดินทางแล้ว แอบนอยด์มาก เพราะรู้สึกว่ามันไม่คล่องตัว แถมใส่แว่นกันแดดก็ไม่ได้ แต่จะทำยังได้ มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อ
Day 2 Kathmandu to Lukla & Phakding
เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาตามที่ทัวร์นัดแนะ และนั่งรถไปที่สนามบินภายในประเทศ โดยทัวร์บอกว่าจะต้องไปรีบไปเพื่อไปให้ทันไฟล์ทแรกที่จะออก ด้วยความที่ก่อนเรามา เราเคยได้ยินกิตติศัพท์ไว้แล้วว่าเที่ยวบินระหว่างกาฐมาณฑุและ Lukla มีโอกาสที่จะ Delay ได้ตลอด เนื่องจากสนามบิน Lukla นี่ถือเป็นสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก เพราะสนามบินนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงกว่า 2,860 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งมีสภาพอากาศค่อนข้างแปรปรวน ตามลักษณะอากาศบนที่สูง และมีอากาศค่อนข้างเบาบาง ประกอบกับรันเวย์ที่สั้นเพียง 527 เมตร ทำให้ต้องใช้ความชำนาญของนักบินเป็นอย่างสูงในการที่จะลงจอดและบินขึ้น โดยการ Delay หลักๆก็จะมาจากสภาพอากาศ เพราะถ้าอากาศและทัศนวิสัยไม่ดีจะไม่มีการบินเข้าออกจากสนามบิน Lukla เลย โดยตอนที่เราอยู่ที่ไทยก่อนบินมา เราได้ข่าวจากเพื่อนของเราว่าเครื่องบินไม่บินไปที่ Lukla 2-3 วันแล้ว เนื่องจากอากาศไม่ดี พอเราได้ยิน เราพยายามโทรเช็คจากที่ไทย โดยโทรหาทั้งที่สนามบินกาฐมาณฑุ สนามบิน Lukla และก็โทรไปที่สายการบินอีก 2-3 สายการบิน เผื่อว่าถ้าเรารู้ว่ามันบินไปไม่ได้แน่ จะได้จัดแจงเปลี่ยนตั๋ว แต่ความพยายามของเราก็ไม่เป็นผล การโทรของเราไม่เจอใครที่จะคุยกับเรารู้เรื่องและให้คำตอบกับเราได้ เราก็เลยต้องออกเดินทางตามแผนที่วางไว้
เมื่อมาถึงสนามบิน เราก็ต้องพบกับความวุ่นวาย คนที่สนามบินเยอะมาก แถวยาวเหยียด แถมแถวดูจะมั่วๆเล็กๆ คนที่มาส่งเราพยายามเรียกให้เราเดินไปข้างหน้า เราก็ได้แต่เดินตามไป ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นการแซงหน้าใครรึป่าว ยืนไปยืนมาด้วยความงง อยู่ๆคนของทัวร์เราก็เรียกแค่เราสองคน บอกว่าต้องขึ้นเครื่องแล้ว ดึงเราสองคนออกมาจากแถว ยัดตั๋วเครื่องบินใส่มือให้ แล้วก็บอกให้รีบเข้าไปข้างในเลย เครื่องบินกำลังจะออกแล้ว ด้วยความงง เราสองคนก็ได้แต่รีบๆเพราะกลัวจะตกเครื่อง สุดท้ายพอเข้ามาถึงตรงที่นั่งรอ กลับมาพบว่าเครื่องบินของเรายังไม่มา เราสองคนนั่งรออยู่อีกประมาณ 20 นาที เครื่องบินถึงจะมา ทั้งนี้ การจะขึ้นเครื่องบินที่นี่ก็ต้องใช้ Skill พอสมควร เพราะที่สนามบินนี่ไม่มีป้ายบอกที่ชัดเจน ไปถามเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็ตอบไม่ค่อยเหมือนกัน หลักๆคือต้องคอยดูสายการบินให้ดี แล้วเมื่อไหร่ที่มีการตะโกนเรียก ก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ที่แถวให้ถูกต้อง
เที่ยวบินนี้ ถือเป็นเที่ยวบินที่น่าตื่นเต้นมาก เนื่องจาก มีข้อมูลอยู่ในหัวแล้วว่าสนามบินที่เราจะลงมีความอันตรายยังไง ประกอบกับเครื่องบินที่บินก็เป็นเครื่องบินใบพัดเล็กขนาดแค่ประมาณ 20 ที่นั่ง สภาพดูจากทั้งภายใน ภายนอกก็ค่อนข้างเก่า เครื่องบินนี้จะเป็นแบบไม่ระบุที่นั่ง คือให้เลือกนั่งได้เองตามใจชอบ ตอนเราขึ้นไปที่นั่งทางด้านซ้ายได้ถูกนั่งเต็มหมดแล้ว เพราะเป็นที่นั่งฝั่งที่ทุกคนรู้ว่าจะได้เห็นวิวเขาเอเวอร์เรสต์ เราก็เลยได้นั่งฝั่งขวาแทน ก่อนเครื่องออก จะมีแอร์โฮสเตส 1 คน มาทำหน้าที่ถือตะกร้าแจกลูกอมให้กับทุกคน เที่ยวบินนี้เป็นเที่ยวบินที่เราได้ใกล้ชิดกับนักบินมาก โดยจากที่นั่งสามารถเห็นการทำงานของนักบินได้อย่างชัดเจนเลย ในระหว่างบิน ก็จะมีความน่ากลัวอยู่บ้างเป็นระยะๆ คือจะมีช่วงที่นักบินจะต้องบินวนอ้อมเขาไปมา ตัวเครื่องบินก็จะเอียงค่อนข้างมาก ประกอบกับมีการสั่น กับเสียงเครื่องยนต์ที่ดังมาก แต่หลังจากที่เราได้พูดคุยกับคนอื่นในกลุ่ม ก็พบว่าเที่ยวบินของเราน่าจะราบรื่นสุด เพราะคนอื่นเจอฝนกับลูกเห็บตกระหว่างบิน
เที่ยวบินแห่งความตื่นเต้นกินเวลาประมาณ 40 นาที กัปตันก็ Landing และดับเครื่องอย่างรวดเร็ว เราสองคนก็มาถึงสนามบิน Lukla หรือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Tenzing-Hillary Airport ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นการเทรคกิ้งสู่ Everest Base Camp
โดยเมื่อมาถึงก็จะเจอภาพที่คุ้นตาเหมือนที่สนามบินตรีภูวัน คือเหล่าไกด์และลูกหาบมายืนรอรับลูกทัวร์ของตนเอง เรายืนเด๋อๆด๋าๆอยู่สักพักก็มีคนมาทักเราเองว่ามาจาก Himalayan Wonders ไม่รู้ว่าเค้ารู้ได้ยังไง นั่นถือเป็นการพบกันครั้งแรกของเรากับ Darwa ไกด์ประจำกลุ่มที่จะอยู่กับเราไปอีกตลอด 12 วัน
ตอนมาถึงที่ Lukla อากาศดีมากคือ ฟ้าใส แดดออก อากาศค่อนข้างเย็น Darwa พาเราไปนั่งพักที่ห้องอาหารของโรงแรมแห่งหนึ่ง เราก็เพิ่งรู้ตัวว่ากระเป๋าของเราไม่ได้มากับเราในเที่ยวบินเดียวกัน Darwa บอกว่าเดี๋ยวกระเป๋าจะตามมาในเที่ยวบินถัดไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ทำให้พวกเราต้องลุ้นว่าจะได้กระเป๋าของเรารึป่าว นอกจากนี้ เราก็เพิ่งรู้ว่าคนอื่นๆในกรุ๊ปของเราไม่ได้ตามมาในเที่ยวบินถัดไป เพราะเหมือนจะมีปัญหาที่ทำให้ทัวร์ของเราไม่สามารถหาที่นั่งให้ทุกคนพร้อมกันได้ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีหรือโชคร้ายของเราสองคน เพราะเราสองคนเป็นแค่คนเดียวในกรุ๊ปที่มาถึงตั้งแต่ก่อน 7 โมงเช้า แต่เราต้องรอทุกคนทยอยมา ซึ่งกว่าจะมาและได้เริ่มเดินทางก็ประมาณบ่ายสองโมง หลังจากนั่งรอไปสักพัก Darwa ก็เอากระเป๋าของเรามาให้ อันนี้ คิดว่าเป็นความสามารถของไกด์ที่นี่เหมือนกัน เพราะเวลาเครื่องบินมาจอด จะมีรถเข็นมารับกระเป๋าออกจากเครื่องบิน แล้วไปกองๆเอาไว้ กระเป๋าจะมากับเที่ยวบินไหนก็ไม่รู้ และกระเป๋าเราก็ไม่ได้มากับสายการบินที่เราบินด้วย แต่ไกด์ก็มีความสามารถที่จะไปหากระเป๋าของเราเจอได้
ระหว่างที่เรารอ โดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เราก็มีโอกาสเดินเล่นใน Lukla โดยเราก็ไม่กล้าเดินไปไหนไกลมาก เพราะไม่รู้ว่าคนอื่นจะมาถึงเมื่อไร่ ในเมือง Lukla ก็จะมีโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของอยู่บ้างประปราย เราตัดสินใจซื้อ Rain cover กระเป๋าเป้ที่นี่ในราคา 200 บาท ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก เพราะเดินไปไม่เท่าไหร่ ฝนก็ลงเม็ด
เราเดินไปๆกลับๆ เพราะเป็นกังวลต้องคอยโผล่ไปดูที่โรงแรมว่าทุกคนมาถึงหรือยัง ประมาณเกือบ 10 โมง เหมันต์หนึ่งในผู้ร่วมทริปของเราก็โผล่มา หลังจากนั้นก็ได้แต่รอๆต่อไป เราก็ไม่มีอะไรทำ เดินไปเดินมา สุดท้ายใกล้เที่ยง Darwa ก็เอาเมนูมาให้เราสั่งอาหาร ลักษณะการสั่งอาหารที่นี่จะเหมือนกันทุกมื้อ คือทุกโรงแรมที่ไปอยู่จะมีเมนูให้เราเลือก เราจะเลือกสั่งอะไรก็ได้หนึ่งอย่าง กับเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิด ซึ่งราคาจะรวมอยู่กับค่าทัวร์แล้ว แต่ถ้าจะสั่งอะไรกินมากกว่านี้ ก็ต้องจ่ายเพิ่ม เมนูอาหารก็จะค่อนข้างคล้ายกันในทุกๆที่ คือมีส่วนที่เป็นอาหารท้องถิ่น คือ Dal Bhat (เป็นข้าวกับซุปถั่ว) Momo แกงกะหรี่ อาหารฝรั่ง ก็จะมีสปาเก็ตตี้ พิซซ่า แพนเค้ก ขนมปัง ข้าวโอ๊ตต้ม มันฝรั่งอบ ไข่ประเภทต่างๆ เสต็กเนื้อจามรี (Yak) อาหารเอเชีย พวกเส้นหมี่ผัด ข้าวผัด แล้วก็มีพวกซุป พวกซุปเห็ด ซุปข้าวโพด ซุปกระเทียม เครื่องดื่มจะเป็นพวกชาร้อนต่างๆ กาแฟร้อน ชาดำ ชาขิง ชามะนาว ช็อคโกแล็ตร้อน
มือนี้เราเลือกกิน Dal Bhat และ Momo ระหว่างกิน Nicola ก็โผล่มาพร้อมกับคุณป้าชาวอังกฤษอีกหนึ่งคน และอีกสักพักคนอเมริกันก็โผล่มาอีกหนึ่งคน ตอนนี้ เป็นตอนที่ทำให้เรารู้ว่า เราสองคนโชคดีขนาดไหนที่ได้มาก่อนและมาพร้อมกัน เพราะว่าคุณป้าชาวอังกฤษที่มา จริงๆแกมากับเพื่อน แต่สุดท้ายเพื่อนแกก็ไม่ได้ที่นั่งบินมาด้วย คนอเมริกันที่มากับแฟนก็ต้องแยกกัน แฟนเค้ายังติดอยู่กับเพื่อนของคุณป้าที่กาฐมาณฑุอยู่เลย สุดท้ายตอนใกล้จะบ่าย 2 Darwa มาบอกเราว่า เค้าต้องอยู่รอคนอื่นอีก จะให้พวกเรา 5 คน เดินไปก่อนกับผู้ช่วยไกด์ แล้วเค้าจะตามไปเจอเราอีกทีตอนเย็น การเดินทางของเราจึงเริ่มขึ้น
จุดหมายของเราอยู่ที่เมือง Phakding ที่ห่างออกไปประมาณ 8 กม. โดยวันนี้เป็นวันที่เราไม่มีความกังวลใดๆเกี่ยวกับอาการ AMS เพราะเป็นวันที่เราเดินลดระดับต่ำลง เพื่อไปปรับตัว โดยเดินจากระดับความสูง 2,800 เมตร สู่ระดับความสูง 2,652 เมตร (AMS เป็นอาการที่เกิดขึ้น เมื่อร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้เมื่อขึ้นที่สูง อากาศเบาบาง และอ๊อกซิเจนน้อย โดยจะแสดงอาการออกได้ 2 ส่วน คือ ส่วนสมอง อาการก็จะเป็นพวกปวดหัว มึนหัว ตาพร่า สมองบวมน้ำ อีกส่วนหนึ่งก็คือที่ปอด ก็จะเกิดภาวะปอดบวม หายใจลำบาก)
ที่เราสองคนมีความกังวลเกี่ยวกับอาการ AMS เนื่องจากตอนไป Mount Kinabalu พวกเรามีอาการหายใจลำบากตอนกลางคืนเล็กน้อย เลยเป็นกังวลว่าอาการจะเกิดขึ้นกับเราสองคนอีกรึป่าว โดยจากที่อ่านมาเค้าบอกว่าอาการ AMS นี่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ ไม่เกี่ยวกับว่าร่างกายแข็งแรงรึป่าว และถ้าเคยเป็นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอีก หรือคนที่ไม่เคยเป็นในที่นึงก็อาจจะเป็นเมื่อไปอีกที่ได้ การเตรียมตัวของเราคือ ก่อนมาเรากินกระเทียมอัดเม็ดมาล่วงหน้าก่อน 2 อาทิตย์ อันนี้เหมือนเป็นความเชื่อของคนท้องถิ่น เพราะกระเทียมจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ในส่วนของตัวเราเริ่มต้นกิน Diamox 250mg ครึ่งเม็ดทุก 12 ชั่วโมง ตั้งแต่มาถึง Lukla ส่วนผู้ร่วมทริป ยังไม่กิน เนื่องจากพี่สาวมีอาการแพ้ซัลฟา เลยกลัวว่าตัวเองจะแพ้ด้วยเลยยังไม่กิน ในส่วนของอาการข้างเคียงของการกิน Diamox เรามีอาการชาที่ปลายมือ ตั้งแต่เริ่มกินได้ 2-3 วัน หลังจากนั้นอาการชาก็ผลุบๆโผล่ๆ ส่วนเรื่องอาการฉี่บ่อยที่ทุกคนบอกว่าอาจเป็นได้ นี่คิดว่าไม่เป็น
ทางเดินสู่ Phakding เป็นทางเดินง่ายๆ ไม่ลำบากทางค่อนข้างเรียบ ไม่ค่อยมีทางชัน ตอนนี้ฟ้าเริ่มปิด อากาศไม่ค่อยมีแดด ฝนเริ่มโปรยปรายมาเป็นละอองเล็ก ระหว่างทางจะเจอ นักท่องเที่ยว ลูกหาบอยู่ตลอด มี Prayer wheel เป็นวงล้อ ที่ให้ไว้หมุนพร้อมอธิษฐาน มีหิน Mani ซึ่งเป็นหินแกะสลักบทสวดอยู่ระหว่างทางเรื่อยๆ การเดินของเรา ก็เป็นแบบตัวใครตัวมัน ไกด์จะคอยอยู่ปิดท้าย คนที่เดินช้าสุดให้ กรุ๊ปเราค่อนข้างจะเดินเร็ว เนื่องจากไม่ค่อยมีการหยุดแวะถ่ายรูประหว่างทาง ก็จะเดินไปเรื่อย ประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าก็มาถึงหน้าที่พัก
เมื่อมาถึงที่พัก ก็เกิดความประทับใจเลย คือไม่รู้มาก่อนว่าที่พักจะดีขนาดนี้ คือได้เป็นห้องนอนส่วนตัว แต่ยังไงก็ยังเป็นห้องน้ำรวมอยู่ดี ทั้งโรงแรมนี้ เหมือนจะมีแค่กลุ่มเราที่มาพัก ห้องน้ำก็เลยยังสะอาด ในห้องนอนจะไม่มีฮีตเตอร์ จะมีแค่ตรงส่วนรวมที่เป็นพื้นที่นั่งกินข้าวรวมกัน อากาศค่อนข้างเย็น แต่เมื่ออยู่ในถุงนอน และผ้าห่มก็โอเค ในส่วนของเรื่องอาหารการกิน เย็นวันนี้เราสั่งข้าวผัดไข่ และพิซซ่ามากิน ต้องขอบอกว่าอร่อยมาก ชีสที่นี่ หอมอร่อย ระหว่างกินข้าวเย็น เราก็คุยทำความรู้จักกับคนที่มาในกรุ๊ป และเพิ่งมารู้ว่าเพื่อนคุณป้าชาวอังกฤษตามมาไม่ได้ เพราะไม่ได้เครื่องบินออกจาก Lukla คุณป้าบอกพวกเราว่าตัดสินใจว่าจะเดินต่อและไปหยุดรอเพื่อนที่ Namche Bazaar ซึ่งวันนั้นจะเป็นวันที่ได้พักหยุด 2 วัน เพื่อนคุณป้าน่าจะตามมาทัน เรานั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปนอน
Day 3 Phakding to Namche Bazaar
เช้าวันรุ่งขึ้น เราตื่นมาพร้อมกับอากาศสดใส ได้ยินเสียงแม่น้ำด้วย แปลกดีที่เมื่อวานมาแล้วไม่ได้ยินเสียงอะไร ความน่าเบื่อของทุกวัน คือการแพ็คกระเป๋า เราจะต้องเอาถุงนอนออกมาม้วน คืนกลับสภาพเดิม ซึ่งการม้วนถุงนอนนี่ ขอบอกว่าเป็นเรื่องยากมาก ต้องใช้พละกำลังทั้งหมดที่มี เพื่อที่จะม้วนให้เล็กจนสามารถเอากลับใส่ถุงได้ คิดว่าการม้วนถุงนอนทุกเช้านี่เป็นหนึ่งในสาเหตุของการขาดอ๊อกซิเจน เพราะทุกวันจะรู้สึกหอบแฮ่กหลังเก็บของเสร็จ (นี่ขนาดมีคนช่วยเก็บให้ทุกวันนะเนี่ย บางวันก็ขี้เกียจ โยนภาระหน้าที่เลย) อาหารมื้อเช้าวันนี้เราสั่งขนมปังปิ้ง Tibetan bread กับไข่มากิน เติมพลังเรียบร้อยแล้วก็พร้อมออกเดินทาง ปลายทางวันนี้ระยะทางอยู่ที่ประมาณ 10 กว่ากิโล
วันนี้เป็นวันที่ Darwa มาถึง และมาเปลี่ยนตัวกับผู้ช่วยไกด์คนก่อนหน้า กรุ๊ปเดินทางของเราใหญ่ขึ้น เพราะมีกรุ๊ปจาก Himalayan Wonders ออกพร้อมกันพอดี เราจึงออกเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น โดยอีกกลุ่มนึงมีคนทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆที่มาด้วยกัน มีคนไอริช 4 คน Nuela Georges Marcus Thomas คนอังกฤษอีก 3 คน Aisha Dale Luke 3 คนนี้เป็นเพื่อนเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถม คนอังกฤษอีกคนนึงมาคนเดียวชื่อ Edward เป็นเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ปี ตัวสูงยาวมาก แรกๆเราจะยังจำชื่อคนพวกนี้ไม่ค่อยได้ เลยมีการตั้งฉายาให้พวกเค้า ตามลักษณะที่โดดเด่น เช่น คุณหนู คือ Nuela คือเค้าจะเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะมีอุปกรณ์ช่วยเหลือเยอะมาก ทุกอย่างจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็นเป้น้ำ กล้อง DSLR กล้อง GoPro แถมด้วยความที่เค้ามีปัญหาที่หลัง เค้าก็จะเดินค่อนข้างลำบาก กระเป๋าก็ต้องให้สามีเค้าช่วยแบก เลยยกให้เค้าเป็นคุณหนู ต่อมาคือไอโย่ง ด้วยความที่ Edward เป็นคนผอมและสูงมาก ไอเท่ คือ Thomas ด้วยความที่เป็นคนที่แต่งตัวเท่ตลอดเวลา ไอ้พูดไม่รู้เรื่อง คือ Marcus คนนี้เป็นคนที่น่ารักมาก แต่เราแทบคุยกับเค้าไม่รู้เรื่อง เพราะสำเนียงเค้าฟังยากมาก ปวกเปียก คือ Luke เพราะเป็นคนที่ขามีปัญหา เค้าจะดูเดินแบบไม่ค่อยไหวอยู่ตลอดเวลา เบาหวาน คือ Dale คือเค้าเป็นโรคเบาหวาน ต้องฉีดยาอยู่ตลอดเวลา ช่วงเช้าตอนกินข้าวก็จะเห็นเค้าฉีด ตอนเดินๆ อยู่ๆก็จะยกเข็มมาแบบไม่ต้องหยุดเดิน ฉีดเข้าตัวเองได้เลย แถมตอนไฟลท์บินมา เค้าต้องหยุดพัก เพราะเกิดอาการชักตอนอยู่บนเครื่องที่จะบินมาที่ Lukla คนนี้เค้ามีการเตรียมตัว โดยการไปฟังชิพเพื่อดูระดับน้ำตาลตัวเองที่ราคา 100 ปอนด์ ฉายาทั้งหมดนี้ เป็นฉายาที่เราตั้งไว้เพื่อที่จะได้พูดถึงพวกเค้าเล่นๆ ไม่ได้มีความตั้งใจว่าจะไปว่าพวกเค้านะ
เส้นทางเดินในครึ่งแรกในช่วงเช้า ถือเป็นการเดินแบบไม่ลำบาก พื้นเป็นพื้นดินทราย สลับกับก้อนหินบ้างในบางช่วง ช่วงแรกเส้นทางจะเดินผ่านแม่น้ำ น้ำที่นี่สีสวยมาก เป็นสีฟ้าอ่อนใส ตัดกับสีเขียวของป่าสน ทางเดินยังไต่ระดับขึ้นไม่มาก
เราหยุดแวะกินข้าวกลางวันกันที่ Jorsale พวกฝรั่งที่มาทั้งหมดด้วยกัน เลือกที่จะนั่งด้านนอนเพื่อตากแดด แต่ชาวไทยอย่างเราอยากทั้งหลบลมหนาว และแสงแดด จึงเข้าไปนั่งกินข้าวด้านใน ซึ่งคนที่คิดเหมือนกันก็จะมีเหมันต์ คุณหนู กับ Josh มื้อกลางวันวันนี้เราสั่ง Dal Bhat กับก๋วยเตี๋ยวผัดมากิน คิดว่าอาหารที่นี่ถูกปากพวกเราเหมือนเดิม อาจเป็นเพราะว่าพวกเราชอบกินอาหารรสไม่จัด ข้อดีของการสั่ง Dal Bhat คือข้าว และกับรอบๆทุกอย่างสามารถเติมได้ไม่อั้น แต่เอาเข้าจริงๆก็ไม่เคยขอเติมเพราะปริมาณที่ให้มาตั้งแต่แรกก็อิ่มเต็มท้องแล้ว
การเดินทางต่อในช่วงครึ่งวันหลัง ค่อนข้างเหนื่อย เพราะเป็นมีทางที่เป็นทางชันอยู่เรื่อยๆ พื้นบางช่วงเป็นหินๆ นอกจากนี้ก็จะมี Suspension bridge ให้เราข้ามไปมา ข้ามไปข้ามมาก็งงอยู่เหมือนกันว่าอยู่ที่เดิมรึป่าว Suspension bridge ถือเป็นความน่ากลัวสำหรับคนกลัวความสูงอย่างเรา สะพานถึงแม้จะทำด้วยเหล็กดูแข็งแรง แต่เวลาเดินสะพานจะโยกไปมาตามแรงสั่น แถมยังมีลมพัด ทำให้รู้สึกเหมือนตัวจะปลิวตกลงไป พื้นสะพานก็เป็นรูๆ มองลงไปเห็นด้านล่าง หวาดเสียวมาก เดินข้ามทีไร ใจสั่นทุกที
สะพานสุดท้าย ก่อนไต่ระดับ ขึ้นสู่ Namche Bazaar คือ Hillary Suspension Bridge หลังจากข้ามสะพานแล้ว เส้นทางมีแต่ขึ้นกับขึ้น เพื่อไปสู่ความสูงที่ระดับ 3,440 เมตร เส้นทางนี้ เล่นเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แถมคนในกลุ่มเรานี่แข็งแรงกันทุกคน ประหนึ่งเดินชิงแชมป์ คือเดินแบบแทบไม่มีหยุดพัก แถมพวกเค้าก็ไม่ค่อยได้หยุดถ่ายรูป พวกเราจะเป็นหนึ่งในกลุ่มรั้งท้ายของกลุ่มนี้ ซึ่งมีเหมันต์และคุณหนูรวมอยู่ด้วย
เดินขึ้นอยู่พักใหญ่ จนเริ่มรู้สึกว่ามันไกลมาก ก็ไม่ถึงซะที สุดท้ายเราก็ไต่ขึ้นมาจนมาถึง Namche Bazaar ประมาณช่วงบ่าย 3 โมงกว่า Namche Bazaar นี่ถือว่าเป็นความตื่นตาตื่นใจมากในแง่ของความเจริญ คือมีครบทุกอย่างตั้งแต่โรงแรม ร้านทำผม ร้านนวด ร้านกาแฟ บาร์ ไอริชพับ และแล้วการออกตามหาคอนแทคเลนส์ของเราก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่เข้าเก็บของในโรงแรมเสร็จ การออกตามหาคอนแทคเลนส์จบลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากไม่มีร้านแว่นตาอยู่บนนี้ เราจึงเปลี่ยนทิศทางไปหาเลนส์กันแดดแบบหนีบกับแว่นตาแทน ไม่น่าเชื่อว่าจะมี เรารีบควักเงินซื้อมาอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ว่าแบบจะไม่ถูกใจก็ตาม ถือเป็นความโชคดีมากๆ เพราะหลังจากนี้ แดดแรงตลอด ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าไม่มีแว่นกันแดดจะเป็นยังไง เราซื้อของที่ยังขาดอยู่ คือถุงมือผ้ากับเสื้อแขนยาว หลังจากนั้นเรากลับมานอนพัก รอเวลาข้าวเย็น วันนี้สั่งก๋วยเตี๋ยวผัดกับก๋วยเตี๋ยวน้ำมากิน ติดใจก๋วยเตี๋ยวผัดที่มีชีสโรยหน้าจากเมื่อกลางวัน ความทรมานหลังกินข้าวเย็นของทุกวัน คือการที่ต้องขึ้นมาบนห้องนอน เพราะพอหลังกินข้าว อากาศจะเริ่มเย็น ขึ้นห้องมาทีไร จะเหมือนเข้าตู้เย็นทุกที เข้ามาแรกๆเราก็จะต้องรีบซุกตัวเข้าในถุงนอน การที่จะเช็ดตัว ทำความสะอาดนี่ จะต้องรีบทำ ตั้งแต่ตอนที่มาถึง เพราะอากาศยังอุ่นอยู่ หลังอาหารเย็นนี่ คือเข้าถุงนอนอย่างเดียว
Day 4 Namche Bazaar Acclimatization Day
เช้าวันใหม่ เปิดม่านจากห้องนอนมาพบกับความยิ่งใหญ่ของภูเขา ตัดกับความใสของฟ้า วันนี้เป็นวันที่อากาศดีอีกหนึ่งวัน หลังจากเมื่อวานที่เดินขึ้นเขามาอย่างเหน็ดเหนื่อย นึกว่าวันนี้จะได้พัก แต่ตามคำแนะนำ คือวันนี้เป็นวันปรับตัวให้ชินกับความสูง ซึ่งควรจะเดินไปที่ที่สูงขึ้นและกลับลงมาพัก หลังจากกินข้าวเช้าไข่ทอดกับข้าวโอ๊ตต้มเสร็จ เราเลยต้องออกเดินทางต่อ แต่วันนี้ดีหน่อยเพราะไม่ต้องเก็บสัมภาระ
โปรแกรมของวันนี้ คือการเดินขึ้นเขา 2 ชั่วโมง ไปสู่ Hotel Everest View ที่ 3,880 เมตร อย่าคิดว่าวันนี้เป็นวันพักแล้วจะเป็นการเดินสบายๆ ทางเดินนี่เป็นทางเดินขึ้นตลอด เล่นเอาอยากจะยอมแพ้อีกเหมือนเดิม ระหว่างทางเดินก่อนขึ้นถึงจุดหมาย ก็จะมีจุดแวะพักที่พิพิธภัณฑ์ที่เล่าเกี่ยวกับชาว Sherpa สัตว์และต้นไม้ในเขตพื้นที่นี้ ที่นี่เราได้รู้จักกับ Tenzing Norgay ชาวเชอร์ปาที่ขึ้นถึงยอดเขา Everest เป็นคนแรก พร้อมกับ Sir Edmund Hillary
ระหว่างทางเดินขึ้น ลมและแดดค่อนข้างแรง เราใส่ผ้า Buff ปิดหน้ากันตลอดเลย ต่างกับพวกฝรั่งที่ดูไม่กลัวแดดเลย ทั้งๆที่ผิวพวกเค้าก็ไหม้ เดินขึ้นสักพัก ก็ถึงจุดหมายที่ Hotel Everest View ที่นี่จะเป็นเหมือนจุดพัก มีที่นั่งให้เราสามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มกินได้ ด้วยความหิวโหยเราเลยสั่งสปาเก็ตตี้มะเขือเทศกินไปหนึ่งจาน รสชาติชีสหอมอร่อยเหมือนเดิม ที่นี่เป็นจุดที่ Darwa ชี้ให้เราดูยอด Everest จริงๆ Darwa ก็คอยชี้บอกชื่อยอดเขามาตลอดทาง แต่เราไม่เคยจำกันได้เลย รวมถึงไม่เคยบอกได้ด้วยว่าอันไหนเป็นยอด Everest ยอดเดียวที่เราจำกันได้ คือ Ama Dablam เพราะมีรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ แหลมๆไม่เหมือนใคร
เรากลับกันลงมาเพื่อมากินอาหารกลางวันที่โรงแรม มื้อนี้สั่งพิซซ่ากินกัน หลังจากนั้นก็เป็นช่วงพักผ่อน วันนี้เราวางแผนที่จะอาบน้ำกัน เป็นการอาบน้ำครั้งแรกตั้งแต่เริ่มออกเทรคกิ้ง และน่าจะเป็นครั้งสุดท้าย ที่นี่มีน้ำร้อน อุ่นอาบได้สบาย ก่อนกลับลงมาที่นี่อีกครั้ง Darwa บอกพวกเราว่ายิ่งขึ้นไปที่สูง ยิ่งไม่ควรอาบน้ำ เพราะจะมีผลต่อการปรับตัว และทำให้เกิด AMS ได้ง่ายขึ้น วันนี้ได้แวะสระผม ที่ร้านทำผมด้วย ดีใจสุดๆ สบายหัวมากๆ พอเราอาบน้ำสระผมก็ไปนั่งเล่นอยู่ที่ร้านกาแฟ มีเค้กและเบเกอร์รี่หน้าตาน่ากินอยู่หลายอย่างเลย แถมมี Wifi และชาร์จแบตฟรีด้วย นั่งเล่นสักพัก เราก็ออกไปเจอเพื่อนของพวกเราอีกกลุ่มที่เพิ่งมาถึง Namche วันนี้เป็นวันแรก รู้สึกดีใจสุดๆที่ได้คุยภาษาไทย เพราะตลอดทางที่เดินมาคุยแต่ภาษาอังกฤษกับฝรั่งในกรุ๊ป ซึ่งบางทีก็รู้สึกเหนื่อยจะคุยเหมือนกัน ทักทายเสร็จเราก็แยกย้ายกลับมากินอาหารเย็นที่โรงแรม มื้อนี้สั่งก๋วยเตี๋ยวผัดกับแซนด์วิชผัก ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เราไม่ได้กินเนื้อสัตว์กันเลย เพราะได้รับคำเตือนว่าข้างบนเนื้อจะไม่ค่อยสด กินแล้วอาจมีโอกาสท้องเสียได้ พอกินข้าวเสร็จเราก็เดินไปหาเพื่อนพวกเราที่โรงแรมของพวกเค้า นั่งคุยเล่นจนดึก ก็แยกย้ายกลับ แล้วเราก็ไม่ได้เจอเพื่อนกลุ่มนี้แล้ว เพราะเดินคนละเส้นทางกัน วันนี้คิดว่าตัวเองเริ่มมีอาการ AMS คือมีอาการปวดหัวเล็กน้อย บอก Darwa เค้าถามว่าปวดด้านหน้าหรือด้านหลัง พอเราบอกว่าด้านหน้าเค้าบอกยังไม่เป็นไร