Safari !!!

South Africa เป็นประเทศที่ไม่นึกไม่ฝันเลยที่จะได้มา ไม่เคยอยู่ในลิสต์ที่อยากไปเที่ยวเลย แถมเหตุผลการมาก็สุดแปลก คือมาเพราะได้มาทำงาน ใครจะไปนึกว่าการทำงานในสายการเงินจะทำให้มีโอกาสได้เดินทางมาถึง South Africa

Day 1

ตอนนั้นการบินไทยยังมีเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯลงตรงยัง Johannesburg ใช้เวลาบินรวม 11 ชั่วโมง ออกเดินทางตอนประมาณตี 1 และเดินทางถึงประมาณ 7 โมงเช้าของอีกวัน พวกเรารับกระเป๋า และออกเดินทางขึ้นรถไฟที่เรียกว่า Gautrain จากสนามบินมายังโรงแรม Radisson Blu Gautrain Hotel, Sandton Johannesburg โรงแรมได้มาตรฐานตามโรงแรม Chain ทำให้พวกเราได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ในวันแรกเป็นวันที่พวกเรายังไม่ต้องทำงาน จึงไปเที่ยวชมเมืองกัน เริ่มแรกพวกเราเดินไปเดินเล่น Nelson Mandela Square ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมแค่ 500 เมตร จากโรงแรมเดินไปก็มีความน่ากลัวเล็กน้อย คือที่นี่ตามท้องถนนจะเห็นคนเดินอยู่เต็มถนนเลย เป็นคนดำ แต่งตัวแบบคนทำงานแรงงาน พวกเราเพิ่งมาถึงก็ไม่ชิน ไม่แน่ใจว่าคนที่นี่อันตรายมากน้อยแค่ไหน แต่ก็ปลอบใจตัวเองว่าเดินกันมาตั้งหลายคน คงไม่มีใครกล้าทำอะไรมั้ง ที่ Nelson Mandela Square นี่ก็เหมือนเป็นห้างสรรพสินค้า มีร้านขายของร้านอาหารเรียงรายอยู่เต็มไปหมด มีอนุสาวรีย์ของ Nelson Mandela อดีตผู้นำ ที่เคยต่อสู้เพื่อล้มล้างการเหยียดสีผิวตั้งเด่นเป็นสง่า เดินเล่นได้สักพักก็พากันกลับโรงแรม ไปรอทัวร์ครึ่งวันที่ซื้อไว้มารับ

ทัวร์ที่พวกเราซื้อไว้เป็น Soweto Half Day Tour คนขับรถมารับตรงเวลา พร้อมกับคนของบริษัทที่นู้นที่อาสามาต้อนรับพวกเราแล้วนั่งรถไปเป็นเพื่อน สิ่งที่พวกเราสังเกตได้ตลอดทางคือ ตามท้องถนนจะมีแต่คนดำ เดินไปเดินมาเต็มท้องถนน คนที่นู้นได้อธิบายว่าที่นี่การคมนาคมขนส่งยังถือว่าแพงมากสำหรับชนชั้นล่าง ดังนั้นขนชั้นล่างจะใช้วิธีการเดินจากอีกที่หนึ่งเพื่อไปอีกที่หนึ่งเป็นหลัก อย่างดีที่สุดก็คือการขึ้นรถประจำทาง ส่วน Gautrain ที่พวกเรานั่งมานี่ พวกที่นั่งได้จะมีเฉพาะชนชั้นกลาง พวกทำงานบริษัทเท่านั้น ขับรถไปสักประมาณ 40 กม. พวกเราก็เข้าสู่เขต Soweto Soweto เป็นเขตที่ถูกสร้างขึ้นในอดีตโดยรัฐบาลคนขาว เพื่อแบ่งแยกให้คนดำออกจากคนขาว โดยคนดำจะถูกแยกให้อยู่ตามเขตพื้นที่ต่างๆรอบๆ Johanesburg Soweto กลายเป็นเขตคนดำที่ใหญ่ที่สุดใน South Africa โดยมีคนอาศัยอยู่ในเขตกว่าล้านคน ปัจจุบัน Soweto ได้ถูกพัฒนา และกลายเป็นหนึ่งในจุดท่องเที่ยวเพื่อให้คนได้ศึกษาถึงประวัติศาสตร์การแบ่งแยกสีผิวที่เกิดขึ้นใน South Africa

จุดแรกที่แวะ คือ Walter Sisulu Square บริเวณนี้มีอนุสาวรีย์เพื่อระลึกถึงการร่าง Freedom of Charter ซึ่งระบุว่าทุกคนไม่ว่าจะมีสีผิวไหนจะต้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน บริเวณรอบๆดูมีความเงียบเหงา ไม่ค่อยมีคน

จุดต่อไปเป็นการทัวร์สลัม อาจจะเป็นการไปทัวร์ที่แปลกสักหน่อย แต่ถือว่าเป็นจุดที่ทำให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ยากลำบากของคนดำที่นี่ สลัมที่นี่ถือเป็นสลัมที่แออัดและมีคนอยู่มากทีสุดใน Johannesburg สลัมที่นี่คงเหมือนสลัมทุกที่ที่มีทั้งความสกปรก ทั้งกลิ่นเหม็น ผู้คนรอบๆบางคนดูน่ากลัว แต่บางคนก็ดูใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ทักทายให้พวกเรา เป็นจุดที่มาแล้วไม่ได้ความบันเทิงสักเท่าไหร่ ทั้งกลัวติดโรค กลัวโดนปล้น แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ชีวิตอีกแบบนึง

มองจากสลัมออกไปจะเห็น Orlando Power Station ซึ่งปัจจุบันถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง

พวกเราออกเดินทางต่อมาที่ Mandela House ที่นี่เคยเป็นที่พักของ Nelson Mandela และครอบครัวอยู่ช่วงหนึ่ง ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนแปลงทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้คนเยี่ยมชม เพื่อให้ได้รับรู้เรื่องราวชีวิตของ Nelson Mandela หลังจากนั้นไกด์พาเราแวะที่ร้านแห่งนึง บอกว่าจะให้ลองชิมเบียร์ของที่นี่ พอเค้ายกมาเสิร์ฟพวกเราถึงกับงง เบียร์อยู่ในกล่องเหมือนกล่องนม หน้าตากล่องนมเหมือนอยู่ที่ร้านนี้มาพักใหญ่ กระดาษมีความเปื่อยๆและมีคราบอยู่รอบๆ ไกด์อธิบายให้ฟังว่าตามธรรมเนียมจะต้องดื่มจากชามไม้ พอเทออกมามีลักษณะเหมือนน้ำนมสีขุ่นๆจางๆ หน้าตาไม่น่ากินเลย แถมชามไม้ที่ใส่ก็ดูไม่ได้รับการล้างมาเป็นแรมปี ไกด์อธิบายว่าตามธรรมเนียมทุกคนจะต้องดื่มจากชามเดียวกัน วนไปรอบๆ ใครปฏิเสธที่ว่าเป็นการเสียมารยาท ประหนึ่งเป็นการบังคับให้ดื่มกลายๆ พอชามไม้วนมาถึงรอบเรา เลยต้องแกล้งยกดื่ม แค่ได้กลิ่นก็ไม่ไหวแล้ว รสชาติเหมือนของบูดออกเปรี้ยวๆ พี่ที่ลองชิมก็บอกว่าไม่อร่อย

จุดต่อไปพวกเราไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ Hector Pieterson พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้บอกเรื่องราวการต่อสู้การเหยียดผิวของชาวผิวดำ โดยเฉพาะเหตุการณ์ Soweto uprising ซึ่งเป็นการประท้วงของนักเรียนหลังจากมีการออก Afrikaans Decree ที่บังคับให้นักเรียนมีการเรียนโดยใช้ภาษาอังกฤษครึ่งนึงและภาษา Afrikaans ครึ่งนึง ซึ่งตอนนั้นภาษา Afrikaans ถูกมองจากคนดำว่าเป็นภาษาแห่งการแบ่งแยก Hector Pieterson เป็นหนึ่งในเด็กนักเรียนที่ถูกตำรวจยิงตายท่ามกลางเด็กจำนวนกว่า 500 คน ขณะนั้นเค้ามีอายุเพียง 12 ปี ภาพร่างของ Hector Pieterson ที่โดนอุ้มหลังจากโดนยิงกลายเป็นภาพสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ประท้วงในครั้งนั้น พิพิธภัณฑ์ได้แสดงรายละเอียดของเหตุการณ์ต่างๆ ดูแล้วก็รู้สึกเศร้าและหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก

ออกจากพิพิธภัณฑ์มาพวกเราแวะยังจุดสุดท้ายก่อนกลับโรงแรม FNB Stadium สนามฟุตบอลที่สร้างขึ้นสำหรับการแข่งขันบอลโลกในปี 2010

จบวันที่ร้านอาหารท้องถิ่น ที่ร้านมีเพนท์หน้าให้ตามแบบ South African ด้วย

Day 2

วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ได้พักผ่อน ทางทีมงานที่เราไปเจอจึงนัดพวกเรามาเพื่อพาไปเที่ยวอีก เค้าจัดรถมารับพวกเราที่โรงแรม และไปรอเจอที่ที่เที่ยว พวกเราเจอคนขับรถ นั่งรถไปได้สักพักจนเข้าสู่ Highway อยู่ๆรถก็เสีย คนขับรถก็พูดภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง ทำท่าบอกให้พวกเรารอ พวกเรานั่งรอกันอยู่ในรถสักพัก เริ่มร้อนจึงออกไปยืนรอกันข้างนอก ยืนสักพักรู้สึกว่าอันตรายเพราะรถวิ่งเยอะ เลยขึ้นรถกลับมานั่งรอในรถ แต่เหลือพี่ผู้ชายคนนึงยืนสูบบุหรี่อยู่นอกรถ อยู่ๆก็มีรถยนต์คันนึงขับรถมา เป็นผู้ชายผิวดำมากันสองคน กวักมือเรียกพี่ผู้ชายคนนึงที่ยื่นสูบบุหรี่อยู่ไป พวกเราเริ่มมองดูแล้วว่าแปลกๆ เห็นเค้าคุยกัน แล้วอยู่ๆก็เอื้อมมือมาค้นตัว แต่พวกนั้นเค้าไม่ได้ลงจากรถ พี่ในรถอีกคนมีสติที่สุดหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูปเอาไว้ สักพักพี่ผู้ชายยื่นกระเป๋าตังให้ พวกเราก็ตกใจ แต่สุดท้ายก็เห็นพวกนั้นยื่นคืนกลับมา หลังจากนั้นพวกนั้นก็ขับรถไป พอพี่ผู้ชายเข้ารถมา เค้าก็เล่าให้ฟังว่า พวกนั้นมาเตือน บอกว่าจอดรถแถวนี้อันตรายให้รีบไป สักพักก็บอกว่าเป็นตำรวจ แล้วถามว่าที่สูบอยู่คืออะไร ขอดู หลังจากนั้นก็ให้ขยับตัวมาใกล้เพื่อให้ค้นตัว แล้วก็ให้เอากระเป๋าตังมาให้ค้น พี่เค้าให้ไปเพราะบอกว่าไม่แน่ใจว่าพวกนั้นมีปืนรึป่าว เสร็จพี่คนนึงก็บอกว่าเอากระเป๋าตังมาดูเร็วมีอะไรหายไปรึป่าว ปรากฎว่าพอเอากระเป๋าตังขึ้นมาดูก็ต้องตกใจ เงินที่อยู่ในกระเป๋าตังพี่เค้าหายไปทั้งหมดเลย ทั้งหมดประมาณหมื่นกว่าบาท เลยถึงรู้ตัวกันว่าโดนปล้นซะแล้ว แต่ก็คิดในแง่ดีว่าโชคดีที่เค้าไม่ได้ทำอะไร แถมแอบคิดในใจกันว่าคนขับรถจะต้องร่วมมือด้วยรึป่าว เพราะตอนที่เกิดเหตุการณ์คนขับรถไม่เข้าไปช่วยดูเลย หลังจากนั้นอีกไม่นานรถก็ซ่อมเสร็จพวกเราก็ออกเดินทางกันต่อ

ผ่านเหตุการณ์ตื่นเต้นกันมาจนมาถึงจุดนัดพบที่ Maropeng The Cradle of Humankind ที่นี่เป็นพื้นที่ที่มีการขุดพบหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมนุษยชาติ มีหัวกระโหลก Mrs. Ples ซึ่งอยู่ในสายพันธุ์ Australopithecus Africanus เป็นสายพันธุ์แรกที่วิวัฒนาการมาจากลิงมาเดินสองขา พิพิธภัณฑ์จะพูดถึงวิวัฒนาการของมนุษย์ในอดีต จนไปถึงการตั้งคำถามว่ามนุษย์ควรใช้ชิวิตอยู่ต่อไปยังไงในอนาคต พอเสร็จทีมงานพาเราไปกินร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ ชื่อร้าน Roots ร้านนี้ดีมาก อาหารอร่อย บรรยากาศดีสุดๆ พวกเราได้เล่าเรื่องที่โดนปล้นให้ทีมงานฟัง มีคนนึงบอกว่ามีพี่ชายเป็นตำรวจ บอกให้พวกเราส่งรูปให้แล้วเค้าจะไปตามจับ ผ่านไปอีก 1-2 วันที่จะแยกกัน เค้ามาบอกว่าตำรวจไปตามจับเจอถึงบ้านแล้ว แล้วคนร้ายเอาปืนมาสู้เลยวิสามัญไป พวกเราก็ตกใจ ไม่รู้เค้าพูดเรื่องจริงรึป่าว

Roots

Day 3 – Day 5

และแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องทำงาน พวกเราอยู่ในที่ประชุมตลอดทั้งวัน เย็นวันที่ 4 ทางทีมงานพาเราไปเลี้ยงอาหาร ครั้งนี้เป็นการกินแบบ Formal ขึ้นมาหน่อย เพราะมีพวกผู้ใหญ่เข้าร่วมด้วย อยากบอกว่าอาหารที่เค้าพาไปกินอร่อยมาก ชื่อร้าน Butcher Shop เสต็คอร่อยไวน์เลิศ ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสจะต้องกลับไปแน่นอน อยากบอกว่าอาหารที่กินที่นี่ทุกมื้ออร่อยมาก และราคาไม่แพงเลย จริงๆเป็นที่ที่คุ้มค่ากับการมาเที่ยวมาก โดยเฉพาะถ้าได้ขึ้นไปที่ Cape Town  เสียดายครั้งนี้เลือกไปเที่ยวซาฟารีแทน เลยยังไม่ได้ไป เห็นแต่รูปจากพี่อีกกลุ่มที่แยกตัวไป ดูสวยมาก

จบการทำงานวันที่ 5 ตอนเย็น พวกเรา 5 สาวแยกตัวจากกลุ่มเพื่อไปส่องสัตว์ที่ Kruger National Park ซึ่งเป็นหนึ่งในอุทยานขนาดใหญ่ของ South Africa จริงๆที่นี่มีขนาดกว้างขวางใหญ่โตมาก โดยภายในจะมีที่พัก ร้านอาหารให้ครบ พวกเราซื้อทัวร์ซึ่งรวมการนั่งรถส่องสัตว์ ที่พัก และอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว พวกสัตว์ออกมาต้อนรับเราตั้งแต่ขาเข้าอุทยานเลย บ้านพักภายในก็ใช้ได้ หน้าตาเก่าๆหน่อยแต่ก็สะอาด มาทริปนี้มีความกลัวอีกอย่าง คือ Krugger National Park นี่อยู่ในเขตระบาดของไข้มาลาเรีย ตอนแรกกะจะไปฉีดวัคซีน แต่อ่านดู side effect แล้วมีมากมาย เลยคิดว่ามาแล้วพยายามอย่าโดนยุงกันแทนแล้วกัน แล้วก็ฉีดยากันยุงของที่นี่เพิ่ม โชคดียุงที่นี่ไม่ดุ พอมองเห็นตัวแต่ไม่โดนกัด ตกกลางคืน เค้าตั้งเป็นเต็นท์อาหารให้เราได้กินข้าว มีจุดไฟกองใหญ่ตรงเต็นท์เพื่อให้แสงสว่างด้วย ได้บรรยากาศแบบแคมป์ปิ้ง

Day 6

เช้าวันรุ่งขึ้นเริ่มต้นการส่องสัตว์หรือที่นี่เค้าจะเรียกว่า Game drive วันนี้เป็นการส่องสัตว์เต็มวัน รถที่ใช้จะเป็นรถกระบะแบบเปิด มีเจ้าหน้าที่สองคนประจำรถ คอยอธิบาย คอยเรียกให้ดูสัตว์ ครั้งนี้เป็นประสบการณ์การส่องสัตว์ครั้งแรก ต้องขอบอกว่ายากเหมือนกัน เพราะที่นี่จะเป็นป่าแบบกว้างสุดลูกหูลูกตา แล้วเหมือนพวกเราต้องคอยมองหาสัตว์กันเอาเอง ซึ่งบางทีสัตว์อยู่ในพุ่มไม้บ้าง โดนหญ้าบังบ้าง บางทีสีก็กลมกลืน ขนาดเจ้าหน้าที่เรียกให้ดู บางทีก็แทบมองไม่เห็น Highlight ของที่นี่ก็ถือว่าเป็นการตามหา Big 5 ซึ่งมีไม่มีกี่ที่ที่จะมีครบทั้งสิงโต เสือดาว ช้างป่า ควายป่า และแรด ที่ที่พวกเราอยากเห็นกันมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสิงโตกับเสือดาว ขับรถไปเรื่อยๆ ก็มีสัตว์โผล่มาให้ดูเพลินๆตลอดทาง แต่ก็ยังไม่มี Big 5 ออกมาให้เห็นสักตัว อยู่ๆเจ้าหน้าที่ก็ดูตื่นเต้น แล้วเรียกให้เราจอดรถ ชี้ให้พวกเราดูไฮยีน่ากำลังให้นมอยู่ เจ้าหน้าที่บอกว่าหาดูได้ยากมาก จอดดูอยู่นานหลายนาทีเลย ถึง ณ จุดนี้ ความตื่นเต้นของเรากับเจ้าหน้าที่อาจไม่เท่ากัน พวกเราเห็นก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นใจมากเท่าไหร่ อยากเห็นสัตว์ใหญ่ๆ ดุๆมากกว่า ทริปนี้มีให้พักทานอาหารกลางวัน โดยเจ้าหน้าที่จะขับรถพาไปจอด ณ จุดขายอาหาร แล้วให้เวลา กลับมาเจอกันที่รถใหม่ ทริปช่วงบ่ายเริ่มขึ้น มองๆหาไป อยู่ๆฝนก็เริ่มตก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราได้เห็น 2 ใน 5 ของ Big 5 คือช้างป่ากับควายป่า พวกเราเริ่มจะหมดหวังว่าคงไม่ได้เห็นสิงโต เสือดาว แรด เพราะเริ่มเย็นลงแล้ว อยู่ๆเจ้าหน้าที่ก็ตื่นเต้นอีกครั้ง เราไปเจอกับฝูงหมาที่มีหูเป็นมิคกี้เมาส์ เจ้าหน้าที่ดูตื่นเต้นยิ่งกว่าครั้งที่แล้ว เอากล้องขึ้นมาถ่ายรูป วอไปบอกรถคันอื่นให้รีบมาดู พวกเราก็งงๆว่าจะตื่นเต้นอะไรมากมาย เพราะสิ่งที่เห็นหน้าตาเหมือนหมาบ้านข้างถนน เพิ่งมารู้ตอนที่เจ้าหน้าที่อธิบายว่ากลุ่มเรานี่ถือว่าโชคดีที่สุด เพราะว่าที่เห็นอยู่เป็น African wild dog ที่ใกล้จะสูญพันธ์ุแล้ว ตั้งแต่เค้าทำงานอยู่ที่นี่มาหลายปี ไม่เคยเห็นเลย นี่พวกเราได้เห็นแบบเป็นฝูง เจ้าหน้าที่ดูจะชอบมาก ไม่ยอมเคลื่อนรถไปไหน อยู่ตรงนั้นเกือบครึ่งชั่วโมง จนพวกเราเบื่อ สรุปว่าทริปนี้เราก็ไม่ได้เห็นสิงโต เสือดาว หรือแรด อย่างที่พวกเราอยากเห็น แต่เจ้าหน้าที่ก็ย้ำหนักย้ำหนาว่าพวกเราโชคดีมากได้เห็นทั้งไฮยีน่าให้นม และหมาป่าแอฟริกัน ไม่รู้ว่าพวกเราโชคดีจริงๆ หรือเป็นแค่คำปลอบใจของเค้า จบทริปส่องสัตว์พวกเรานอนค้างที่นี่อีกหนึ่งคืน

Day 7

เช้าวันรุ่งขึ้น พวกเราเดินทางกลับเข้า Johannesburg ระหว่างทางได้แวะชมวิวข้างทาง ผ่าน Blyde River Canyon Nature Reserve ด้วย วิวข้างทางสวยมากๆ กว่าจะถึงก็มืดแล้ว พวกเราไปกินอาหารไทยกัน รสชาติโอเคเลย จากนั้นก็ออกไปดูแสงสียามค่ำคืน คนที่นี่เต้นกันสนุกมาก เพลงก็เพราะ ได้เวลาพวกเราก็กลับเข้าโรงแรมนอน

Day 8

วันนี้ตื่นมาไม่ได้ทำอะไร เพราะต้องเตรียมตัวกลับแล้ว ทริปนี้ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี ได้มาเห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆมากมาย ถ้ามีโอกาสตั้งใจว่าจะกลับมาเที่ยว Cape Town น้า

NooChan Written by:

Journey diary for a forgetful person, like myself!!

Comments are closed.